
|
หน้าแรก
|
วุฒิสภาจะต้องให้เวลามากกว่านี้เพื่อให้มีการถกเถียงเรื่องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดใหม่ (2009-04-25) |
|
|
|
Saturday, 25 April 2009 |
นายธีระจิตต์ สถิโรตมวงศ์
ประธานคณะกรรมาธิการตรวจสอบคุณสมบัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับ
การเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วุฒิสภา
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา499 อาคารสุขประพฤติถนะประชาชื่นบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800
โทรสาร 02 831 9211
เรียน นายธีระจิตต์ สถิโรตมวงศ์
ประเทศไทย: วุฒิสภาจะต้องจัดให้มีเวลาในการถกเถียงเรื่องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission - AHRC) ขอเรียนด้วยความกังวลว่า กระบวนการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ของประเทศไทยกำลังดำเนินไปอย่างเร่งรีบ อย่างไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง โดยปราศจากกระบวนการปรึกษาหารือสาธารณะ หรือการตรวจสอบ และยังเป็นการขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานที่ว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะต้องเป็นตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ เราขอเรียกร้องให้ท่านเลื่อนกระบวนการสรรหาออกไป เพื่อให้มีเวลาในการแลกเปลี่ยนและถกเถียงกันมากขึ้น มิเช่นนั้นจะเป็นการเสี่ยงที่จะละเมิดมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วย สถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อสถานะอย่างเป็นทางการของ กสม. ในเวทีโลก ซึ่งจะเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของ กสม. ในสายตาของสาธารณชนทั่วไปของประเทศไทยอีกด้วย
ตามข้อมูลความเป็นมา AHRC ทราบว่า แม้วาระการดำรงตำแหน่งของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดก่อน ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2550 แต่เนื่องจากขณะนั้น มีรัฐบาลที่ได้รับการแต่งตั้งจากทหารรักษาการณ์ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ทำให้กสม.ยังดำรงตำแหน่งอยู่ภายใต้กฎหมายที่กำกับการทำงานของคณะกรรมการฯ ทว่า หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ มีบุคคลสองคนได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เมื่อเดือนตุลาคม 2550 เพื่อให้มีการสรรหาคณะกรรมการสิทธิฯชุดใหม่ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนไป ในคำตัดสินเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2551 ที่มีการอ่านคำตัดสิน เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2552 นั้น ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินว่า คณะกรรมการสิทธิฯชุดเก่าพ้นจากตำแหน่งแล้ว และไม่จำเป็นที่จะต้องเลื่อนการสรรหาคณะกรรมการฯชุดใหม่ ไปจนกว่ารัฐสภาจะผ่านกฎหมายคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับใหม่เสร็จสิ้น
ดังนั้น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552 เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ประกาศเชิญให้ผู้ที่สนใจ ได้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นคณะกรรมการสิทธิฯชุดใหม่ โดยให้เวลาสมัครหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 14 – 20 มีนาคม ผู้สมัครจะต้องมาสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานของคณะกรรมการสิทธิฯในกรุงเทพฯ มีผู้สมัครทั้งสิ้น 133 ราย คณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลสูงทั้งสามศาล บุคคลสองคนซึ่งที่ประชุมใหญ่ของสองศาลคัดเลือก และประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ประชุมเพื่อพิจารณาผู้สมัคร เมื่อวันที่ 8 เมษายน สมาชิกคนที่เจ็ดของคณะกรรมการที่มาจากพรรคฝ่ายค้านไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศในขณะนั้น
เมื่อวันที่ 10 เมษายน คณะกรรมการได้เสนอชื่อและเอกสารของผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งเจ็ดคน ไปยังวุฒิสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งเจ็ดคน คือ พลตำรวจเอกวันชัย ศรีนวลนัด ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นายปริญญา ศิริสารการ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(2550) , นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, นางวิสา เบ็ญจะมโน ผู้ตรวจราชการกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายแท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ, นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุบลราชธานี, ศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อวันที่ 20 เมษายน รัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณารายชื่อ และในวันต่อมาก็ประกาศว่า จะให้เวลาประชาชนแสดงความเห็นต่อบุคคลทั้งเจ็ดได้ จนถึงวันที่ 27 เมษายนนี้ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ขอเสนอประเด็นบางประเด็นของปัญหาที่ถูกหลงลืมไปกับกระบวนการสรรหาที่ได้ดำเนินมา ดังต่อไปนี้:
- มีเวลาให้ผู้สมัครเสนอตน และสาธารณะพิจารณาถกเถียงไม่เพียงพอ: ตั้งแต่กลางปี 2550 จนถึงเดือนมีนาคม 2552 ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ เรื่องการเลือกคณะกรรมการสิทธิฯ ชุดใหม่เลย หลังจากนั้น มีการให้เวลาผู้สมัครมาสมัครด้วยตนเองพร้อมใบสมัครและเอกสารประกอบ ที่สำนักงานในกรุงเทพฯเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้น มีการประกาศในวันอังคารว่า จะมีเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ คือ ระหว่างวันที่ 21 – 27 เมษายน ให้สาธารณชนแสดงความเห็นได้โดยการส่งจดหมายมาที่ ตู้ปณ.ของวุฒิสภา
- ไม่มีความพยายามที่จะส่งเสริมให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยน หรือความตระหนักสาธารณะ : การประกาศรับสมัคร และประกาศให้มีการแสดงความเห็นต่อผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น กระทำทางเวปไซท์ของทางการและช่องทางของรัฐบาล เท่าที่ AHRC ทราบ ไม่มีความพยายามใดๆที่จะแจ้งให้สาธารณชนทั่วไปได้ทราบ เกี่ยวกับกระบวนการ หรือส่งเสริมให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับคณะกรรมการสิทธิฯ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่มีการให้หมายเลขโทรสารเพื่อให้มีการส่งความคิดเห็นได้ทันท่วงทีในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์นั้น และยังไม่มีความพยายามที่จะใช้อินเตอร์เนทให้เป็นประโยชน์เพื่อที่จะให้ประชาชนได้เสนอความเห็นได้ง่ายๆ แม้ว่าจะมีการเชิญให้ส่งความเห็นผ่านทางเวปไซท์ของรัฐสภา เมื่อ AHRC เข้าเวปนั้นกลับไม่พบหน้าเฉพาะหรือแบบฟอร์มเพื่อให้เสนอความเห็นได้เลย
- กระบวนการสรรหาเองนั้นผิดพลาดอย่างชัดเจน: คณะกรรมการสรรหาได้เสนอรายชื่อเจ็ดคน จากเพียงใบสมัครและเอกสารประกอบเท่านั้น ต่างจากการเสนอชื่อคณะกรรมการสิทธิฯชุดก่อน ทั้งเจ็ดคนไม่ได้ถูกสัมภาษณ์ และไม่มีการกำหนดให้ต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อวุฒิสภาเพื่อให้พิจารณารับรองตน เป็นการยากที่จะเข้าใจได้ว่า คณะกรรมการสรรหาทำการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครเหล่านี้ได้อย่างไร โดยไม่ต้องพบตัวพวกเขาก่อน นี่เป็นข้อกังวลพิเศษ โดยเฉพาะในกรณีที่คณะกรรมการสรรหามีองค์ประกอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างนี้ โดยประกอบด้วยผู้พิพากษา ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้พิพากษา และผู้แทนหนึ่งคนจากพรรคการเมืองในรัฐบาล องค์ประกอบเช่นนี้ ต่างจากคณะกรรมการที่คัดเลือกคณะกรรมการสิทธิฯชุดก่อนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประชาสังคม สื่อ และภาคส่วนอื่นๆ
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น AHRC จึงกังวลว่า กระบวนการสรรหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อาจจะทำให้การเลือกคณะกรรมการสิทธิฯละเมิดทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และหลักการปารีส ว่าด้วย สถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติ
สำหรับประเด็นในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 256 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรจะประกอบด้วยบุคคลที่ “มีความรู้ประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้แทนจากองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนด้วย” ทว่า ในกระบวนการสรรหาในปี 2552 กลับได้ผู้สมัครเจ็ดคนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่รู้จักน้อยมาก ไม่มีใครเลยที่เป็นตัวแทนจากองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยที่ผู้สมัครจากองค์กรเหล่านั้นและองค์กรอื่นๆที่มีความรู้และประสบการณ์อย่างมากกลับไม่ได้รับการคัดเลือก
สำหรับประเด็นที่สอง มาตรา 1 ของหลักการเกี่ยวกับสถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติ หรือหลักการปารีส (Principles Relating to the Status of National Institutions on human rights - The Paris Principles) ที่ได้รับการรับรองโดยที่ประชุมสามัญสหประชาชาติ 48/134 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2536 ต่อรัฐสมาชิกว่า
"องค์ประกอบของสถาบัfนแห่งชาติ และการแต่งตั้งสมาชิกของสถาบัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการเลือกตั้งหรือวิธีการอื่นใด จะต้องอยู่บนกระบวนการที่ให้หลักประกันทั้งปวงว่า จะเป็นตัวแทนแบบพหุนิยมของพลังทางสังคมต่างๆ (ของประชาสังคม) ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอำนาจที่จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพที่จะเกิดขึ้นได้ด้วย หรือด้วยการมี ตัวแทนของ: (ก) องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และการต่อต้านการเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์ สหภาพแรงงาน องค์กรทางวิชาชีพ และทางสังคมที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมของทนายความ แพทน์ นักข่าว และนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อ....”
ทว่า กระบวนการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ในปี 2552 กลับขาดกระบวนการที่จะทำให้เกิดหลักประกันได้ว่า จะมีตัวแทนหลากหลายตามที่หลักการปารีสได้กล่าวไว้ อีกทั้งผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งเจ็ดคน ก็ไม่มีใครมาจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน นักสหภาพแรงงาน หรืออื่น ๆ จากหลากหลายพื้นฐานทางสังคม ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงกระบวนการที่คัดเลือกพวกเขามา
ยิ่งไปกว่านั้น AHRC ยังเห็นอีกว่า ตามมาตรา 1(จ) ว่าด้วย องค์ประกอบของสถาบันฯตามหลักการปารีสนั้น มีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า สมาชิกของหน่วยงานรัฐบาล (หากรวมอยู่ในคณะกรรมการสิทธิฯ) “ควรจะมีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือเพียงในฐานะที่ปรึกษาเท่านั้น” ทว่า สามในเจ็ดของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นคณะกรรมการสิทธิฯ นั้นกำลังปฏิบัติงานอยู่ในส่วนต่างๆของรัฐบาลด้วย (ตำรวจ ฝ่ายบริหารตุลาการ และกระทรวง) ดังนั้น หากพวกเขาได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งก็จะเป็นการละเมิดมาตรานี้
ในปัจจุบันนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทย มีสถานะเป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการประสานงานสากล ของสถาบันแห่งชาติ เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (International Coordinating Committee of National Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights) ทว่า สถานะรับรองเช่นนั้นสามารถถูกทบทวนได้ และหากพบว่าประเทศนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ในเรื่องการคัดเลือกและการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการสิทธิฯ ก็อาจจะถูกลดระดับและสูญเสียสิทธิและอภิสิทธิ์ในเวทีสากลได้ กรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศศรีลังกา หลังจากที่ประธานาธิบดีของศรีลังกาไม่ปฏิบัติตามกระบวนการที่ถูกต้อง ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิฯชุดใหม่ รัฐสภาของประเทศไทยควรจะถือกรณีนั้นเป็นหมายเตือนว่า จะเกิดอะไรขึ้นจากการเร่งรีบแต่งตั้งผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งเจ็ด โดยไม่สนใจมาตรฐานระหว่างประเทศ ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะต้องปฏิบัติตาม หากต้องการที่จะได้รับการยอมรับนับถือในเวทีสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ
ด้วยเหตุผลต่างๆดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบคุณสมบัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วุฒิสภา และวุฒิสภาโดยรวม เลื่อนกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่ออกไป เพื่อให้มีเวลาที่สาธารณะจะได้ถกเถียงกัน ถึงตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งเจ็ดมากขึ้น การอภิปรายถกเถียงควรจะมาพร้อมกับการเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างกว้างขวาง เพื่อเชื้อเชิญให้สาธารณะแสดงความเห็นผ่านทางช่องทางต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งทางออนไลน์ และทางโทรสาร ตัววุฒิสภาเองในขณะที่พิจารณาผู้ได้รับการเสนอชื่อ และพิจารณาว่าควรจะรับรองหรือปฏิเสธบุคคลเหล่านั้น ก็ควรจะพิจารณาถึงคุณสมบัติและประวัติส่วนบุคคลของผู้ได้รับการเสนอชื่อ และคำนึงถึงกระบวนการสรรหาด้วย และพิจารณาว่า เป็นไปได้หรือ ที่จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิฯที่เหมาะสม โดยไม่ได้มีแม้กระทั่งการสัมภาษณ์
ณ ช่วงเวลาแห่งการโต้เถียงและขัดแย้งกันอย่างเข้มข้นในประเทศไทยเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ บทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรจะมีความสำคัญเป็นพิเศษ หากบุคคลที่เหมาะสมได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง พวกเขาก็จะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตใหม่ที่มีความก้าวหน้าและรุ่งเรืองขึ้น หากไม่ได้บุคคลที่เหมาะสม คณะกรรมการสิทธิฯก็จะถูกปฏิเสธอย่างน่าอับอายและความล้มเหลว ทั้งในหมู่ประชาชนไทยและในสังคมโลก จำเป็นยิ่งที่จะต้องมีเวลามากขึ้น เพื่อทำการตัดสินใจที่ถูกต้อง และเลือกระหว่างสองทางเลือกนี้
ขอแสดงความนับถือ
บาซิล เฟอร์นันโด
ผู้อำนวยการบริหาร
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเอเชีย ฮ่องกง
สำเนาเรียน
1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
2. นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา
3. Ms. Jennifer Lynch ประธาน คณะกรรมการประสานงานสากลของสถาบันแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
4. Ms. Margaret Sekaggaya ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
5. Mr. Homayoun Alizadeh ผู้แทนภูมิภาค สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สำนักงานกรุงเทพฯ
25 เมษายน 2552
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 27 April 2009 )
|
Latest Updates
Friday, 04. June 2010 Friday, 21. May 2010 Thursday, 20. May 2010 Tuesday, 18. May 2010 Monday, 26. April 2010 Wednesday, 21. April 2010 Friday, 09. April 2010 Tuesday, 02. March 2010 Monday, 22. February 2010
|
|
|
จำนวนคนออนไลน์
ขณะนี้มี 19 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
| | |
|

|
|
|